มาแล้วค่า
คราวนี้มากับการรีวิวอนิเมเรื่องใหม่
จากผู้สร้าง Summer wars และ Toki wo kakeru shoujo
กับเรื่อง "Ookami kodomo no Ame to Yuki"
 
 
ชื่อเรื่องแปลออกมาแล้วได้ตามภาพโปสเตอร์เลยค่ะ
คือ ลูกหมาป่า อาเมะกับยูคิ
 
เนื้อเรื่องคร่าวๆ คือ
สาวมหาลัยคนนึงเกิดไปติดอกติดใจหนุ่มคนนึง
แต่พอมั่นใจว่านั่นเป็นความรักและตัดสินใจจะคบกัน
ฝ่ายชายก็ได้สารภาพว่าจริงๆ แล้วตัวเขาเป็น"มนุษย์หมาป่า"
แต่คนมันรักไปแล้วนี่ บอกตอนนี้มันเปลี่ยนความรู้สึกกันได้ง่ายๆ ซะที่ไหนล่ะ
ทั้งคู่เลยตกลงคบกัน ใช้ชีวิตร่วมกันจนมีพยานรักเกิดมา 2 คน
คนโตเป็นพี่สาว เกิดในวันที่หิมะตก เลยให้ชื่อว่า "ยูคิ" (แปลว่าหิมะ)
และน้องชายที่เกิดในวันฝนตก เลยมีชื่อว่า "อาเมะ" (แปลว่าฝน)
ได้เนื้อเรื่องคร่าวๆ เราก็แปะ trailer ให้ได้ชมกัน
 
เนื้อเรื่องดูเหมือนจะไม่มีอะไรมากมาย.....
แต่ลองคิดดูค่ะ ว่าแล้วเจ้าตัวน้อยสองคนนี้จะมีเชื้อมนุษย์หมาป่ารึเปล่า??
คำตอบคือ "มี" ค่ะ.....
แล้วจะเลี้ยงทั้งสองคนยังไงล่ะ???
ทำยังไงไม่ให้คนอื่นรู้???
อันนี้ต้องตามดูในหนังค่ะ
 
เข้าช่วงรีวิวค่ะ
เอาเรื่องเนื้อเรื่องก่อนนะคะ
ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ชอบมากกว่า toki wo kakeru shoujo กับ summer war อีก
(คือสองเรื่องนี้ก็ชอบนะ เอาตรงๆคือชอบงานของผู้กำกับคนนี้ค่ะ)
แต่มันคนละแนวกับสองเรื่องข้างบนน่ะค่ะ
ไม่มีอะไรที่ sci-fi หรือ fantasy ทั้งสิ้น (นอกจากเรื่องมนุษย์หมาป่า)
เป็นหนังที่เต็มไปด้วยความรักทั้งเรื่อง
ชายหนุ่มหญิงสาวรักกัน พ่อแม่รักลูก และความรักในอีกหลายรูปแบบ
แต่จะแบบไหน ให้เราบอกตอนนี้มันจะสปอยล์เปล่าๆ ค่ะ
ที่แน่ๆ คือเราดูแล้วตาบวมออกจากโรงTongue out แต่อิ่มใจสุดๆ Money mouth
 
ต่อไปเป็นการดำเนินเรื่อง
(อาจจะเป็นการสปอยล์เล็กน้อยเพราะงั้นเราถมขาวไว้นะคะ ใครอยากอ่านก็ลากเมาส์เอาละกันนะSmile)
ช่วงต้นเรื่องจนถึงตอนที่คุณพ่อตายเนี่ยเราว่าเดินเรื่องเร็วไปนิดค่ะ
คือยังไม่ได้ซาบซึ้งกับความรักของทั้งสองคนเท่าไรเลย เอ็งมีลูกละ
แป๊ปๆ ก็มีคนที่สอง แล้วก็ตาย ยังดีใจกับลูกไม่เท่าไหร่ พ่อตาย ช็อกสุดๆ
คือก็พอเข้าใจว่าทำแบบนี้ให้เรื่องมัน contrast แต่เราตามไม่ทัน เลยเอ๋อไปพักนึง - -;
แต่เนื่อเรื่องหลังจากนั้นกำลังดีค่ะ ดูได้เรื่อยๆ ไม่รู้สึกเบื่อหรือตามไม่ทัน
 
เอาล่ะ! ต่อไปมาว่าถึงสิ่งที่ทำให้เราอยากดูเรื่องนี้ ถึงขั้นไปดูในโรงกันเลยดีกว่า
(คือการที่กระเหรี่ยงจะไปดูหนังภาษาญี่ปุ่นที่ไม่มีซับเนี่ย มันต้องมีความอยากอย่างสูงส่งจริงๆนะ)
สิ่งนั้นคือ "นักพากย์" ค่ะ
นักพากย์ที่ทำให้เราอยากไปดูหนังเรื่องนี้ อาจจะไม่ได้ดังอะไรมากมายในฐานะนักพากย์
แต่ถือว่าดังพอสมควรในวงการบันเทิงค่ะ
คนๆ นั้นคือ "มิยาซากิ อาโออิ" ค่ะ (พากย์เป็นคุณแม่ที่อุ้มสองลูกหมาป่าในโปสเตอร์นั่นแหละค่ะ)
(นางเอกเรื่อง tada kimi wo aishiteru, virgin snow, solanin, kamisama no karute)
 
คือเราชอบทั้งการแสดงและเสียงของเธออยู่ก่อนแล้ว เลยอยากไปดูว่าเธอจะพากย์การ์ตูนได้ดีแค่ไหน
ดูแล้วก็ชอบค่ะ แต่หลายฉากเหมือนกันที่ดูแล้ว แทนที่จะอินกับภาพบนจอ ในหัวเรากลับมีหน้าคุณเธอลอยขึ้นมาแทน อาจจะนับเป็นข้อเสียไปในตัวด้วยก็ได้ (มั้ง)
แต่นักพากย์คนอื่นๆ โดยเฉพาะที่พากย์เจ้าลูกหมาป่าสองคนนี้ ชอบมากค่ะ
(เค้าเปลี่ยนนักพากย์ตามอายุที่โตขึ้นของเด็กๆด้วยนะคะ ชอบทุกคนเลย)
 
จริงๆ มีอีกหลายเรื่องที่อยากเขียนอยากเล่า
เพราะดูแล้วมันอัดอั้นอยู่ในใจ(เรียกว่าประทับใจจนอยากเม้าท์)
แต่ไม่เล่าดีกว่า   ให้ทุกคนไปดูแล้วรู้สึกกับตัวหนังเองจะสนุกกว่าค่ะMoney mouth
 
ถ้าถามเราว่าน่าไปดูมั้ย คุ้มมั้ย
เราก็ขอแนะนำเลยค่ะว่าไม่ควรพลาด
เพราะเราเองก็ว่าจะไปดูรอบสองอยู่เนี่ยล่ะค่ะ Smile
 
ปล. ก่อนจากเอา cm ของมิยาซากิ อาโออิมาให้ดูกันเล่นๆค่ะ ระวังสำลักความน่ารักนะคะSurprised

(อีดิทๆ)

ปลล. ลืมบอกค่ะว่า หนังเรื่องนี้ยังไม่เข้าที่ไทยนะคะ (เราดูในโรงที่นี่) และไม่รู้ว่าจะได้เข้าฉายโรงที่ไทยด้วยรึเปล่า แต่เราแอบลุ้นอยากให้ได้ฉายในโรงนะ Money mouth

edit @ 21 Aug 2012 23:36:59 by bobobo

edit @ 21 Aug 2012 23:41:55 by bobobo

 
กลับมาแล้วค่าาาา สวัสดีทุกคนค่ะ
คราวนี้มาเร็วหน่อย (นี่เร็วแล้ว?? ก็เร็วกว่าคราวก่อนนะFoot in mouth)
สอบเสร็จแล้ว เลยว่างขึ้นอีกหน่อย
บวกกับเป็นช่วงเซลกลางปีเลยไปเดินเล่นซื้อของในเมืองมาค่ะ
แต่ดันไม่ได้ของเซล ดันไปได้อย่างอื่นมาแทน
 
 
และสิ่งที่ได้มานั้นก็คือ........
.............
........
....
..
 
>,<

เซตหัวปากกาคอแร้งยี่ห้อ Deleter สำหรับวาดการ์ตูนโดยเฉพาะ!!!

ซื้อมาก็เห่อ ลองเล่นทันที ได้โอกาสเลยมารีวิวให้ดูกันค่ะ

 

อย่างทีเห็นในภาพเลยค่ะว่าเซตนี้จะประกอบด้วย

- ด้ามปากกาคอแร้ง ที่สามารถใช้ได้กับหัวทุกแบบในเซต (ไอ้แท่งกลมๆเหลืองๆนั่นแหละคะ)

- หัวปากกา 3 แบบอ่านตามที่เค้าเขียนบนห่อ เรียงจากซ้ายไปขวาได้ว่า - ซาจิเพ็น, จีเพ็น, มารุเพ็น

   เรื่องหัวปากกานี่สารภาพตามตรงค่ะว่ารู้จักแต่จีเพ็นอย่างเดียวจริงๆ แถมชื่อที่เค้าเขียนมาเนี่ยฟังดูไม่คุ้นซักนิด เลยลองไปอากู๋ดูจะได้รายละเอียดประมาณนี้นะคะ

     - ซาจิเพ็น หรือที่เรียกกันว่า Spoon Pen (มันแปลตรงตัวมาก เพราะซาจิแปลว่าช้อน - -;)

     - มารุเพ็น - เท่าที่เข้าใจคือปากกาเขียนแผนที่

- กระดาษสำหรับวาด 3 แผ่น (ไซส์โปสการ์ด) - มันจะอยู่ด้านในค่ะ เพราะงั้นถ้าดูจากในรูปจะไม่เห็นนะคะ

 

แน่นอนว่ามีแต่ปากกาเราจะวาดได้ยังไงถ้าไม่มี....น้ำหมึก

เราเลยจัดหมึกมาด้วยนั่นคือ

pilot ink

หมึก pilot !!!!

ตอนไปซื้อ ของ pilot เค้ามี 2 แบบค่ะ คือหมึกสำหรับวาดภาพ และหมึกสำหรับงานเอกสาร

ที่เราซื้อมาแน่นอนว่าต้องเป็นหมึกสำหรับวาดภาพค่ะ

(อย่าถามนะคะว่าสำหรับงานเอกสารนี่ใช้เพื่ออะไรยังไง เราไม่รู้เหมือนกันค่ะFoot in mouth)

 

 

มีปากกา มีหมึก แล้วก็น่าจะวาดได้แล้วสิ

ไม่ค่ะ......เราไม่จบง่ายๆ อย่างนั้น

ด้วยความที่ตอนซื้อ เราไม่ได้อ่านว่าในเซตเค้ามีกระดาษให้ด้วย (สะเพร่าได้อีก)

เลยซื้อกระดาษเจ้าอื่นมาด้วยหนึ่งแพ็ก ไซส์โปสการ์ดเหมือนเดิมค่ะ

มันคือกระดาษ kent ค่ะ (เท่าที่เรารู้ มันเป็นหนึ่งในกระดาษที่เค้ามักใช้วาดการ์ตูนกันค่ะ) แพ็กนึงมี 30 แผ่นได้
หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

Kent Paper

 

 

เอาล่ะ ตอนนี้ทุกอย่างก็พร้อมแล้ว เรามาเริ่มวาดกันเลยดีกว่า

เท่าที่เราลองจะรู้สึกได้ว่าหัวปากกาทั้งสามแบบนี้ค่อนข้างต่างกันพอควรเลย

ถ้าลองเอามาวาดเส้นที่ได้จะต่างกันประมาณนี้ค่ะ

 

Line

ในรูป เราจะเขียนชื่อปากกา Maru-pen กับ Saji-pen สลับกันนะคะ (ทั้งสองที่เลย อย่างงนะคะ)

จากรูปจะเห็นได้ว่า.....

ความหนาของเส้น

Maru-pen < G-pen < Saji-pen

แต่ถ้ามองมุมกลับกันก็คือ มารุเพ็นจะได้เส้นที่หลากหลายกว่าเพราะหัวเริ่มต้นเค้าเล็กมาก อยากได้เส้นใหญ่เท่าไหนก็กดเข้าไป แต่อาจจะต้องระวังเรื่องแรงด้วยนะคะ เพราะหัวมันเล็ก กดแรงจะพังเอาน้า

ส่วนซาจิเพ็นหัวเค้าจะใหญ่กว่าอันอื่นหน่อยนึงค่ะ เพราะงั้นเส้นหนาสุดก็จะหนากว่าคนอื่นเค้า แถมหัวใหญ่รับแรงกดได้ดีกว่าด้วย

จีเพ็น เส้นกลางๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่มาก เรื่อยๆตามประสาลูกคนกลาง(เกี่ยวเหรอ?Sealed)

 

ส่วนสัมผัสในการเขียน เราขอแบ่งเป็นสามส่วนค่ะ คือ ความแข็งของหัวปากกา, ความจุน้ำหมึก, ความลื่นในการเขียน

ความแข็งของหัวปากกา

Maru-pen < Saji-pen < G-pen

เท่าที่ใช้แล้ว เราว่าหัวมารุเพ็นแข็งมากค่ะ แข็งเกินไปสำหรับเรา ส่วนหัวซาจิเพ็นนี่แข็งน้อยลงมาหน่อยแต่เราว่ามันก็ยังแข็งจนวาดยากกว่าอยู่ดี  ส่วนตัวแล้วเราชอบใช้จีเพ็นมากสุดค่ะ หัวอ่อนดีไม่ต้องออกแรงเยอะ แต่อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนมือหนักค่ะ

 

ความจุน้ำหมึก

Maru-pen < G-pen < Saji-pen

อันนี้คาดว่าน่าจะเพราะไซส์ของหัวปากกาด้วยล่ะค่ะ แต่ถ้านับการจุหมึกแล้วมารุเพ็นใช้สบายสุดค่ะเพราะไม่ต้องมาจุ่มหมึกบ่อยๆ แต่ด้วยความที่มันจุหมึกเยอะ บางครั้งเวลาวาดหมึกมันจะเยิ้มบ้างนะคะ ต้องระวังหน่อยไม่ให้หมึกมันเลอะตอนยังไม่แห้ง

 

ความลื่นในการเขียน (น้ำหนักเส้น)

Maru-pen < Saji-pen < G-pen

หัวข้อนี้ เราว่าส่วนนึงมันขึ้นกับความแข็งของหัวปากกาด้วยส่วนนึงค่ะ มารุเพ็นอันแสนแข็งสำหรับเราเลยเขียนฝืดที่สุด แต่ที่เราว่าจีเพ็นเขียนลื่นกว่านี่น่าจะมาจากเรื่องขนาดของหัวปากกาค่ะ เพราะซาจิเพ็นมันใหญ่ เวลาเขียนเราต้องคอยเอานิ้วหลบไม่ให้ไปโดนหัวปากกา ตอนวาดเลยรู้สึกว่ามันไม่ค่อยลื่นเท่าที่ควรค่ะ แต่จีเพ็นแอบคุมน้ำหนักยากกว่าหน่อยนึง เพราะมันอ่อนไหวกะน้ำหนักมือมากกว่า

 

สรุป

ในสามหัวนี้ เราชอบจีเพ็นมากสุดค่ะ(Sealed) เพราะมันเขียนลื่นที่สุดใช้แรงน้อยที่สุด(จะได้ไม่เมื่อยมือ) ถึงแม้จะคุมน้ำหนักยากกว่า แต่เราว่าถ้าใช้บ่อยๆ คงชินแล้วก็น่าจะคุมเส้นได้ง่ายขึ้น(มั้ง)

 

แถมๆ

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าเราบังเอิญมีกระดาษสองแบบ เลยได้ลองทั้งสองแบบแล้วพบว่า....

กระดาษที่แถมมากับเซตมันค่อนข้างบางแถมยังยุ่ยง่ายด้วย หมึกเยิ้มหน่อยก็ยุ่ยแล้ว

เอาเข้าจริงๆ กระดาษที่มากับเซตนอกจากจะยุ่ยเพราะหมึกแล้ว ตอนลบก็แอบยุ่ยหน่อยๆ ด้วยล่ะ

เพราะงั้นส่วนตัวเราชอบกระดาษที่เราซื้อมาเองมากกว่าค่ะ

ส่วนข้างล่างนี่จะเป็นรูปที่เราเห่อวาดกันสดๆ ร้อนๆ หลังแกะห่อเลยค่ะ (คือวาดสองรูปนี้ก่อนค่อยวาดรูปเปรียบเทียบเส้นด้านบน) รูปผู้หญิงจะเป็นกระดาษแยกที่ซื้อมาเอง ส่วนรูปผู้ชาย(กับรูปเปรียบเทียบเส้นข้างบน) วาดในกระดาษที่มากับเซตค่ะ

 

 

จริงๆ หัวปากกาพวกนี้มีหลายยี่ห้อนะคะ ยี่ห้ออื่นอาจจะเหมือนหรือต่างจากDeleter ก็ได้ค่ะ เราเองก็ยังไม่เคยลองเหมือนกันCool

เอาล่ะ วันนี้พอดีกว่า เขียนมายาวมากละ จะมีคนอ่านมาจนถึงตรงนี้รึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ถ้าอ่านถึงก็ขอบคุณมากค่ะ

ไปละค่ะ แล้วเจอกันใหม่นะคะMoney mouth

 

 

ปล. - รีวิวครั้งแรกค่ะ ดีไม่ดียังไงบอกกันได้นะคะEmbarassed

ปลล. - เพิ่งเคยใช้ปากกาคอแร้งวาดการ์ตูนครั้งแรกเหมือนกันค่ะ (เคยแต่ตอนเด็กๆใช้คัดลายมือภาษาอังกฤษ) ติชมกันได้นะคะ



edit @ 20 Jul 2012 11:30:18 by bobobo

Please call me .....BOSS

posted on 27 Jun 2012 12:02 by atashirashii directory Travel, Diary

สวัสดีค่ะ

หลังจากหายหัวไปนานมาก----------(อยากลากให้ยาวไปถึงเส้นขอบโลก 55)

หายหัวไปเพราะไม่มีรูปจะมาอัพเท่าไหร่

พอเริ่มเรียนแล้วมันยุ่งกว่าที่คิด

ยิ่งเราเป็นพวกที่ทำอะไรจะใช้เวลานานมาก

เพราะงั้นแค่เขียนรายงานส่งวิชาเรียนทุกอาทิตย์ (แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ตัวเดียวแน่นอน)

ก็แทบจะไม่เหลือเวลามาเล่นซีจีแล้ว Tongue out

(แต่อยากวาดนะ ตอนนี้เลยมีร่างดินสอตามหน้าหนังสือเรียนเต็มไปหมด 55)

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

เอ้า มาเข้าเรื่องวันนี้กันเลยดีกว่า

ไม่มีรูปมาลง แต่เรามีเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง

 

อย่างที่เราเคยบอกไปแล้วว่า

ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ที่ไทย มาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น

แต่ถึงจะบอกว่าอยู่ญี่ปุ่นก็เถอะ

ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเจอแต่หนุ่มสาวขาวกิ๊งชาวยุ่นอย่างเดียว

เพราะเราต้องเข้าเรียนคลาสภาษาที่อุดมไปด้วยกะเหรี่ยงจากทุกมุมโลก

เลยได้เจอหลายๆ เรื่องน่ารักๆ (??) ของคนหลากที่มา

 

เรื่องแรกนี่ มันเริ่มมาจากการที่คนไทยเรามี “ชื่อเล่น” กันนี่แหละ

และชื่อเล่นของพวกเราบางคนก็ไม่ได้มีอะไรที่เชื่อมกะชื่อจริงเลยซักนิด

ตัวเราเองจะมีแกงค์กะเหรี่ยงที่มาพร้อมกันอยู่ประมาณ 10 กว่าคน

(มาพร้อมกันคือเดินทางจากสนามบินมาที่เมืองที่อยู่นี่แหละ)

ด้วยความที่เราเป็นคนไทย ที่นิยมให้เรียกชื่อเล่น เพื่อความสนิทสนมมากกว่า

ตอนแนะนำตัวเราก็เลยจะบอกชื่อจริงไป แต่ให้เค้าเรียกเราด้วยชื่อเล่น

(เพราะตอนอยู่ที่ไทยก็เป็นงั้นนี่เนอะ)

 

ทีนี้ประเด็นคือน้องที่มาพร้อมเรา มีชื่อเล่นอันสุดแสนเท่ว่า “บอส”

น้องเค้าก็แนะนำตัวเองด้วยท่าทีมาดมั่น และให้ทุกคนเรียกตัวเองว่าบอส

เหล่าฝรั่งได้ยินก็ตกใจสิ แถมท้ายด้วยท่าทีอันแสนกระอักกระอ่วน

ประมาณว่าทำไมพวกกรูจะต้องเรียกเอ็งเป็น “บอส” ด้วยฟระ Innocent

สุดท้ายก็ไม่มีใครเรียกน้องเค้าด้วยชื่อเล่นซักคน

(แต่โชคดีที่ชื่อจริงเค้าเรียกง่าย ไม่ได้วิลิศมาหลา(มันเขียนอย่างนี้รึเปล่า)มากมายอะไร)

ในขณะที่ทุกคนเรียกเราด้วยชื่อเล่น 5555

จนเมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มนี้ก็นัดกินข้าวกัน

สงสัยเพราะเริ่มสนิทกันมากขึ้นแล้วมั้ง เค้าเลยถามว่าทำไมพวกยูไม่ให้พวกไอเรียกชื่อจริงล่ะ

(ขอแรดใช้ไทยคำอังกฤษคำเพื่อความสมจริง.......เหรอ??)

ก็อธิบายเค้าไปว่า คนไทยน่ะนิยมเรียกกันด้วยชื่อเล่นน่ะ มันจะได้ดูเป็นกันเอง

เค้าก็เลยเกิดความสงสัยต่อมาว่า

“แล้วไอ้ชื่อเล่นของพวกยูเนี่ยมาจากไหน??”

“พวกยูตั้งกันเองเหรอ??”

LaughingLaughingLaughingLaughingLaughing

พอเค้าถามมาเราก็อึ้งสิ เพราะสำหรับคนไทย ชื่อเล่นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ตั้งให้และติดตัวมาพร้อมชื่อจริง

แต่สำหรับต่างชาติแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้น

มันเป็นเหมือนฉายาในกลุ่ม ที่พวกเค้าตั้งให้ตัวเอง ไม่ก็เพื่อนตั้งให้แสดงความสนิทสนม

 

ชื่อเล่นเราน่ะไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไรมากมาย เลยไม่มีปัญหาอะไรตั้งแต่แรก

แต่ที่แรงที่สุดคือ...............น้องบอสของเรานี่เอง

เพราะเค้าคิดว่าชื่อเล่นของพวกเรานี่เป็นการตั้งให้ตัวเอง

ไอ้น้องบอสเลยซวย โดนเค้าคิดว่าเป็นพวกหลงตัวเอง ให้ทุกคนเรียกมันเป็นเจ้านาย

พอเค้าอธิบายแบบนั้นมา น้องบอสเลยช็อกSealedSealed

อารมณ์ว่ากรูไม่ใช่คนแบบนั้นนะ ชื่อนี่พ่อแม่กรูตั้งให้ พวกเอ็งเข้าใจกรูผิดแล้ว

ฝรั่งเลยยิ่งตกใจผสมงงว่า พ่อแม่แกนี่ก็กล้าตั้งชื่อให้ลูกตัวเองว่า “บอส” นะ

 

สรุป ไอ้น้องบอสซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง

5555555

Cry

 
 

edit @ 27 Jun 2012 14:01:10 by bobobo